ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอยู่แถว 158 เยนต่อดอลลาร์ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตลาดค่าเงินอีกต่อไป เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาพูดถึงเยนและนโยบายการเงินของญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมาบนเวทีประชุมประจำปี IMF/ธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงราวสองสัปดาห์ก่อนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) วันที่ 29-30 ต.ค.
สหรัฐฯ พูดอะไร และทำไมถึงสำคัญ
Erin Browne ปลัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ ระบุว่า ญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในภาวะเงินฝืดแบบที่เป็นมานานกว่าทศวรรษแล้ว และ "ระดับค่าเงินเยนกับเส้นทางนโยบายการเงินต้องเปลี่ยนตามไปด้วย" พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่รุนแรงและไร้ระเบียบอาจส่งผลกว้างขึ้น รวมถึงทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในสหรัฐฯ และทั่วโลกสูงขึ้น
ปกติสหรัฐฯ มักหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นต่อนโยบายของธนาคารกลางประเทศอื่นโดยตรง การพูดครั้งนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนให้ BoJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดช่องว่างดอกเบี้ยที่กดเยนให้อ่อน
BoJ ยังลังเลเรื่องจังหวะ
- BoJ ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วในเดือน มิ.ย. และ ก.ย. ปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ซึ่งเมื่อหักเงินเฟ้อแล้วดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบ
- Bloomberg รายงานเมื่อ 13 ต.ค. ว่า BoJ มีแนวโน้มไม่ขึ้นดอกเบี้ยติดกันสองครั้งในเดือนนี้ ตลาด swap สะท้อนโอกาสขึ้นใน ต.ค. ราว 10% แต่สูงเกือบ 90% ภายในเดือน ธ.ค.
- ผู้ว่าฯ Kazuo Ueda ย้ำว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานเข้าใกล้ 2% และระบุว่าจังหวะกับความเร็วจะพิจารณาจาก ผลกระทบของค่าเงิน ความต้องการด้าน AI และสถานการณ์ตะวันออกกลาง
- กรรมการ Junko Koeda เห็นว่า BoJ ไม่ควรระวังเกินไป เพราะความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านสูงยังมีมาก
ความเห็นที่แตกเป็นสองฝั่งนี้ทำให้การประชุมปลายเดือน ซึ่งจะมีรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจฉบับใหม่ด้วย น่าจับตามากขึ้น แม้ BoJ จะคงดอกเบี้ย ถ้อยคำในแถลงการณ์ก็อาจขยับตลาดได้
ผลต่อตลาดแต่ละกลุ่ม
ค่าเงิน: เยนอ่อนเพราะช่องว่างผลตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นยังกว้าง (บอนด์ 10 ปีสหรัฐฯ ราว 5.1% เทียบกับญี่ปุ่นราว 3%) แรงกดดันทางนโยบายจากสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงที่เยนจะแข็งค่าแบบฉับพลัน หากตลาดมองว่าทางการญี่ปุ่นพร้อมดูแลค่าเงินมากขึ้น
หุ้นญี่ปุ่น: เยนอ่อนช่วยหนุนกำไรของบริษัทส่งออกเมื่อแปลงกลับเป็นเยน หากเยนพลิกแข็งค่า กลุ่มส่งออกมักได้รับผลกระทบก่อน ขณะที่ธุรกิจนำเข้าและธนาคารอาจได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
พันธบัตร: นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายใหญ่ เมื่อผลตอบแทนในประเทศสูงขึ้น แรงจูงใจที่จะถือพันธบัตรต่างประเทศอาจลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดบอนด์สหรัฐฯ จับตาในช่วงที่ยีลด์อยู่ระดับสูงอยู่แล้ว
สินทรัพย์เสี่ยงและคริปโต: การกู้เยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง (carry trade) อาจถูกปิดสถานะหากเยนแข็งค่าเร็ว บทเรียนเมื่อ 5 ส.ค. 2024 ที่ดัชนี Nikkei ร่วงกว่า 12% ในวันเดียว และลามไปถึงหุ้นทั่วโลกกับคริปโต ทำให้ตลาดยังอ่อนไหวกับประเด็นนี้
ทองคำ: ราคาทองอ้างอิงดอลลาร์ หากเยนแข็งค่าพร้อมกับดอลลาร์อ่อนในวงกว้าง อาจเป็นแรงหนุนทางอ้อม แต่ปัจจัยหลักของทองในระยะนี้ยังเป็นทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลังเงินเฟ้อ CPI ออกมาสูงกว่าคาด
สิ่งที่ควรติดตาม
- การประชุมรัฐมนตรีคลัง APEC ที่ฮ่องกง 20-21 ต.ค. ว่าจะมีถ้อยคำเรื่องค่าเงินเพิ่มเติมหรือไม่
- การประชุมเฟด 27-28 ต.ค. ซึ่งจะกำหนดฝั่งดอกเบี้ยดอลลาร์
- การประชุม BoJ 29-30 ต.ค. และการประเมินเงินเฟ้อพื้นฐานในรายงานคาดการณ์ฉบับใหม่
- ระดับ 159-160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งตลาดมองเป็นโซนอ่อนไหวต่อการแทรกแซง
บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน